วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เนื้อหาที่ 5 ตัวอย่างและผลงาน

การเขียนชื่อ และคำศัพท์เป็นอักษร phonetic


 
 
งานกลุ่ม การใช้อวัยวะในการออกเสียง
 

หลักการใช้ Adverb, Preposition,Conjunction

 
หลักการใช้ This,That,These,Those
 
 
หลักการใช้ Past Tense, Present Teense,Future Tense


 
 
หลักการใช้ Article
 
 
 
หลักการใช้ Parts of Speech
 

การออกแบบแผนการสอน The farmer in the dell



 
เทคนิคการสอนจากครูต้นแบบ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
 


การสอนอ่านออกเสียง Phonic





 สื่อการสอน power point A-Z



 
 
การทดลองสอนเรื่อง Animal sound
 

 
การสอบสอน2 ภาษา เรื่องผลไม้ ในชั้นเรียน 5 นาที
 


 
 

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เนื้อหาที่ 4 เทคนิคในการจัดกิจกรรม

 
รูปแบบการสอน การภาษาเพื่อการสื่อสาร
ครูกุศยา แสงเดช ใช้เทคนิคการสอนหลาย ๆ แบบ ผสมผสานกันยึดหลักการสอนเพื่อการสื่อสารเป็นสำ คัญ โดยนำ เอาการสอนแบบตรง การเลียนแบบ และท่องจำ เข้ามาแทรกในการฟัง บทฟังและพูด นำ ไวยากรณ์มาแทรกในการสอน มีการสรุปกฎเกณฑ์เน้นทักษะการใช้ภาษาเป็นสำ คัญ ขั้นตอนการสอนภาษาอังกฤษมี3 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 ขั้น Presentationกิจกรรมนำ เข้าสู่บทเรียนโดยการทำ กิจกรรม Warm upกิจกรรมทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้ว การบอกจุดประสงค์ในการเรียนนำ เสนอศัพท์ใหม่ โครงสร้างประโยคหรือการอ่านและเขียน ในขั้นตอนนี้เน้นความถูกต้องของการใช้ภาษา (accuracy)
ขั้นที่ 2 ขั้น Practiceขั้นนี้เป็นการฝึกที่อยู่ในความดูแลของครู(Controlled Practice)เมื่อเห็นว่านักเรียนเข้าใจแล้ว จึงให้นักเรียนจับกลุ่มฝึกPractice) ในขั้นนี้ครูไม่ขัดจังหวะการฝึกของนักเรียนถึงแม้จะพบว่ามีข้อผิดพลาด แต่เมื่อฝึกเสร็จแล้วจึงจะแก้ไขภายหลัง เพราะระยะนี้ต้องการความคล่องแคล่วในการพูด (fluency)
ขั้นที่ 3 ขั้น Productionเป็นขั้นตอนที่นำ ความรู้และทักษะภาษาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การแสดงละคร การเล่นเกมร้องเพลง และการทำ แบบฝึกหัด
ก่อนสอนครูอธิบายสถานการณ์ให้นักเรียนเข้าใจแต่ละตอนเป็นต้นว่า ในห้องเรียน สนาม ใครกำ ลังพูดกับใคร เรื่องอะไรและแยกสอนคำ ศัพท์ใหม่ที่ต้องใช้ก่อนดังนี้
1. ขั้นตอนการสอนคำ ศัพท์
1.1! ครูแสดงรูปภาพหรือวัสดุของจริงให้นักเรียนดู กระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำ ถาม เช่น What’s that? หรือ Is that a ........ ? หรือ What’s ....... in English? หลังจากนั้นครูตอบทันทีว่า It’s a .......เป็นการบอกความหมาย โดยไม่ต้องบอกความหมายเป็นภาษาไทย เช่น ครูสอนคำ ศัพท์ว่า cat ครูถือภาพแมว ถามนักเรียนว่า  What’s this?
นักเรียนตอบว่า “แมว” ครูพูดทันทีว่า It’s a cat. พูดซํ้า2-3 ครั้งให้นักเรียนฟังอย่างตั้งใจสังเกตวิธีการออกเสียงของครู
1.2 ครูแสดงบัตรคำ ให้นักเรียนสะกดคำ โดยใช้ประโยคคำ
สั่ง Read this
นักเรียน : cat
ครู : Spell it
นักเรียน : c - a - t
1.3 ให้นักเรียนจับคู่ ถาม - ตอบ โดยใช้บัตรภาพของนักเรียนด้วยประโยค
A : What’s this?
B : It’s a cat.
1.4 หากมีคำ ศัพท์อื่น ๆ ที่จะต้องสอนในบทฟัง พูด อีกก็สอนด้วยวิธีเดียวกันนี้ แต่ควรสอนครั้งละไม่เกิน 5 คำ
1.5 เมื่อสอนคำ ศัพท์จนครบแล้ว ให้นักเรียนจดศัพท์ลงในสมุด โดยใช้คำ สั่ง Write the words in your notebooks.
 
 
เทคนิดการสอน จากครูต้นแบบ สอนเรื่อง
 การาสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร มีการจัดกิจกรรม 3ขั้นคือ ขั้นนำ ,ขั้นสอน,ขั้นสรุป และมีการนำเพลง finger family มาประกอบการสอนด้วยค่ะ
 
 
อีกกิจกรรมเป็นการทดลองสอน 2 ภาษา ไทย - อังกฤษ สอนเรื่องผลไม้ เวลาในการสอนหน้าชั้นเรียน 5 นาที
สื่อการสอน ผลไม้จำลอง
การดำเนินกิจกรรม ดังนี้
ขั้นนำ ครูแนะนำตนเอง และ สนทนาทักทายเด็ก
            Good morning every body
            How are you today?
            วันนี้ครูจะมาสอนเด็กๆเรื่อง ผลไม้ เด็กๆพร้อมยังคะ Are you ready?
ขั้นสอน
            ครูนำตะกร้า ที่มีผลไม้อยู่ข้างในมาให้เด็กดู
            ใช้คำถามถามเด็กเช่น                   What can you see?
            
                                                                 What is this?
                                                                
            พาเด็กอ่าน  และสะกดคำศัพท์ผลไม้แต่ละชนิด เช่น
                                                                         มะละกอ papaya
                                                                         กล้วย    banana
                                                                         ส้ม        orange
                                                                         แอปเปิ้ล apple   เป็นต้น
            ถามเกี่ยวกับรูปทรงของผลไม้   ...... is circle or triangle?
            ถามเกี่ยวกับขนาด                 ....... big or small?
ขั้นสรุป  สนทนากับเด็กว่า ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับผลไม้ชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดมีคำศัพท์ว่าอะไร
 
 
 
 

             การสอนเรื่อง Animal sound


 
        

เนื้อหาที่ 2 การสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย

การสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย
             การสอนภาษาอังกฤษนับเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะตามแนวนโยบายการเตรียมความพร้อม.เด็กสู่ประชาคมอาเซียนที่มุ่งเน้นการให้เด็กใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับคนต่างชาต่างวัฒนธรรมอื่น อย่างไรก็ตาม แนวการสอนภาษาอังกฤษสําหรับเด็กควรคํานึงถึงพัฒนาการตามวัยและความสามารถในการรับรู้ของเด็กเป็นสําคัญ ซึ่งตามหลักพัฒนาการของเด็กวัยอนุบาลนั้น เด็กวัยนี้เป็นวัยที่เรียนรู้จากความสนใจเป็นหลัก (Emotional-based Learning) การเรียนรู้จากการเล่น การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้ใหญ่ผ่านแนวการสอนแบบ Whole Language ที่เน้นการจดจําโครงสร้างรูปคํา (Word-shape Recognition) จะนําไปสู่ความสนุกสนาน ความรู้สึกอยากติดตาม และที่สําคัญเกิดการจดจําและสามารถเชื่อมโยงการใช้คําศัพท์ที่เรียน สู่ชีวิตประจําวัน
การใช้ a an the มี 2 วิธีดังนี้
1. Indefinite Articles (คำที่ใช้นำหน้าคำนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง) ได้แก่ a และ an
การใช้ a และ an จะใช้คล้ายๆกันคือ ใช้นำหน้าคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ (มีอันเดียว คนเดียว สิ่งเดียว) และกล่าวถึงครั้งแรก ต่างกันที่ a จะนำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ an จะนำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระ (a, e, i, o, u) หรืออ่านออกเสียงเป็นสระ
a doctor, a book, a week, a leopard, an hour, an old man, an umbrella, etc.
เช่น  A teacher is teaching. (ครูกำลังสอนอยู่)
I am an actress. (ฉันเป็นนักแสดง)

2. Definite Articles (คำที่ใช้นำหน้าคำนามที่ชี้เฉพาะเจาะจง) ได้แก่ the
การใช้ the จะใช้นำหน้าคำนามที่เป็นเอกพจน์ พหูพจน์ นับได้ และนับไม่ได้ (อ้าวหมดเลยนี่นา) ใช่แล้วครับการใช้ the สามารถใช้นำหน้าคำนามได้ทุกคำ เพียงแต่อาจจะต้องคำนึงถึงกฎบ้างอย่างนั่นคือ
ใช้กับคำนามที่เราต้องการจะชี้เฉพาะเจาะจง หรือถูกกล่าวถึงเป็นครั้งที่สอง
ใช้กับคำนามที่ผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจดีว่าหมายถึงสิ่งไหน อันไหน
เช่น  May I close the window?
ฉันขอปิดหน้าต่างได้ไหม (ซึ่งผู้พูดและพูดฟังไม่จำเป็นต้องบอกว่าบานไหน เพราะทั้งสองเข้าใจอยู่แล้ว)

หลักการใช้ Part of Speech
Part of Speech แปลว่า ส่วนแห่งคำพูด หรือ ชนิดของคำพูด คำภาษาอังกฤษทุกคที่เราเขียนหรือพูดอยู่ทุกวันนี้จะต้องเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของ Part of Speech
Part of Speech แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก่
1. Noun = นาม
2. Pronoun = สรรพนาม
3. Verb = กริยา
4. Adverb = คำวิเศษณ์ (หรือกริยาวิเศษณ์)
5. Adjective = คุณศัพท์
6. Preposition = บุรพบท
7. Conjunction = สันธาน
8. Interjection = อุทาน
1. Noun แปลว่า ชื่อ ได้แก่ คำที่เราใช้เรียกชื่อ คน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่าต่างๆ เช่น
คน : Reagan, Sombat, Wilai, Sulaiman ฯลฯ
สัตว์ : Cat, Mongkey, Elephent, Snake ฯลฯ
สิ่งของ : Desk, Chair, Radio, Pencilฯลฯ
สถานที่ : Office, Town, School, Club ฯลฯ
คุณสมบัติหรือคุณค่า : Yruth, Wisdom, Goodness ฯลฯ
2. Pronoun แปลว่าสรรพนาม หมายถึง คำที่ใช้แทน Noun หรือพูดง่ายๆ ก็คือใช้แทนคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่าต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อต้องการไม่ให้พูดหรือเอ่ยถึงชื่อคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่าต่างๆ ซ้ำๆซากๆ อันจะเป็นเหตุทำให้การฟังไม่ไพเราะเพราะหู
Pronoun ได้แก่คำต่อไปนี้
I, WE, You, He, She, It, They, Who, These, Each, One เป็นต้น
3. Verb แปลว่า “กริยา” หมายถึง “กลุ่มคำที่เป็นการแสดงออกของประธาน หรือแสดงภาวะ(being)ของประธาน” ดังนั้นคำที่เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า Predicate of the sentence นั้น บางครั้งอาจเป็น Verb ตัวเดียวก็ได้ หรือ Verb บวกกับคำอื่นๆก็ได้ เพื่อช่วยทำให้ประโยคนั้นมีความสมบูรณ์ขึ้น ได้แก่ is, have, read, wash, will have been seen, etc. เรียกคำเหล่านี้ว่า Verb เท่านั้น
4. Adverb แปลว่า กริยาวิเศษ (บางครั้งอาจารย์ก็รียกว่าคำวิเศษ) หมายถึง “คำที่ไปทำหน้าที่ขยาย Verb, ขยาย Adjective และขยาย Adverb ด้วยกันเองก็ได้ เพื่อให้เนื้อความของประโยคนั้นๆชัดเจนยิ่งขึ้น” ได้แก่
Well (ดี), slowly (อย่างช้า), hard (ลำบาก, หนัก), soon(ในไม่ช้า) เป็นต้น
5. Adjective แปลว่า คุณศัพท์ ได้แก่ คำหรือกลุ่มคำที่ช่วยทำให้ Noun หรือ Pronoun มีความหมายมากขึ้นหรือชัดเจนขึ้น เช่น
Higher income (รายได้สูง) Net price (ราคาขาดตัว)
A beautiful girl is wanted by everyone. ผู้หญิงสวยเป็นที่ต้องการของทุกคน เป็นต้น
6. Preposition แปลว่า บุรพบท คือ คำที่ใช้เชื่อม Noun หรือ Pronoun เข้ากับคำอื่นๆ ที่อยู่ในประโยค ทั้งนี้เพื่อให้ใจความของประโยคกลมกลืนสละสลวยขึ้น ได้แก่
In, on, at, by, from, toward, into, etc. เช่น
Jane is in the office. เจนอยู่ในออฟฟิซ
We are from England by plain. เรามาจากประเทศอังกฤษโดยทางเครื่องบิน
7. Conjunction แปลว่า สันธาน คือ คำที่ใช้เชื่อมคำต่อคำ (Words), วลี (Phrase), หรือประโยค (Clauses) ต่างๆ ให้เชื่อมซึ่งกันและกัน ได้แก่ And, or, but, nor, sine, although, while, เช่น He plays but I learn. เขาเล่นแต่ฉันเรียน
8. Interjection แปลว่า อุทาน คือ คำที่เราพูดออกมาด้วยอารมณ์หรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากจิตใจ ซึ่งอุทานออกมาเป็นคำเดียวก็ได้ หรือเป็นประโยคก็ได้ เช่น
Ah อ้า, Nonsense! เหลวไหลน่า,
What a sad thing it is! มันเป็นเรื่องที่เศร้าใจแท้ๆ
กิจกรรมจาการเรียนรู้
การออกเสียงโดยใช้อวัยวะต่างๆ  
เป็นการยกตัวตัวอย่างการออกเสียงโดยใช้ ริมฝีปากทั้งสอง  มีตัวอักษรที่ใช้ริมฝีปากทั้งสองคือ m p Ph  b. และมีการยกตัวอย่างคำศัพท์ คือ man,pig,physics, bat เป็นต้น
 
หลักการใช้  a an theและPart of Speech